ภาพพระพุทธเจ้า

มีภาพหลวงพ่อฤๅษีซ้อนอยู่




          วันพุธที่ ๒๕ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงเมตตาสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          เรื่องเดิม มีบุคคลท่านหนึ่งเอาภาพนี้มาให้ผมดู เธออ้างว่ามีคนถ่ายภาพนี้ที่ตึกรับแขก (ตึกริมน้ำ) มีคนอื่นได้ดูอีกหลายคน ทุกคนต่างก็วิจารณ์ไปตามอุปาทาน ตามทิฐิหรือตามความคิดเห็นของตนทั้งทางดีและทางไม่ดี หรือต่างสร้างวจีกรรมให้เกิดและได้ผลเป็นทั้งบุญและบาป ตามกรรมที่ตนแสดงออกมาทางวาจาเพราะทุกคนยังมีอารมณ์ โมหะ โทสะ ราคะอยู่ครบ จึงมีจริตนิสัยและกรรมไม่เสมอกัน สมเด็จองค์ปัจจุบัน จึงทรงมีพระเมตตามาตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ไม่จำเป็นต้องสงสัยว่าเป็นภาพอัศจรรย์จริงหรือไม่จริงเพราะภาพเหล่านี้เป็นสมมุติของโลก ภาพวาด ภาพถ่ายของตถาคตก็แทนองค์จริงของตถาคต ภาพขันธ์ ๕ ของท่านสัมภเกษีก็เป็นสมมุติของโลก

          ๒. เสมือนหนึ่งเขาปั้นพระพุทธรูปปางต่างๆ แทงองค์จริงของตถาคตก็เป็นสมมุติ แต่ในบุคคลใดที่กราบไหว้สักการะจักเป็นพระพุทธรูปก็ดี เป็นภาพก็ตาม เขาเหล่านั้นตั้งใจกราบด้วยความเข้าถึงธรรมวิมุติ ก็เสมือนหนึ่งกราบตรงมาที่แทบเบื้องพระบาทของตถาคต และแทบเท้าของท่านสัมภเกษีแล้วนั่นเอง

          ๓. พวกเจ้าจึงพึงหมดสงสัยด้วยประการฉะนี้ ไม่จำเป็นจักต้องพิสูจน์ รังแต่จักเป็นโทษ ด้วยล่วงล้ำคุณพระรัตนตรัย เสียเปล่า ๆ ใครจักว่าเช่นไรก็ตามใจเขาเถิด

          ๔. พวกเจ้าเข้าใจแล้วก็จงหมั่นสำรวมกาย วาจา ใจ อย่าให้เกิดกรรมที่จาบจ้วงคุณพระศรีรัตนตรัยเข้าไว้จักดีกว่า

          ๕. เมื่อเข้าใจแล้ว จงนำคำสอนไปปฏิบัติ เปลี่ยนธรรมสมมุติของโลกให้เป็นธรรมวิมุติ โดยตั้งใจกราบพระประธาน พระพุทธรูป ภาพพระด้วยจิต เสมือนเราได้กราบอยู่แทบพระบาทของพระองค์ทุกครั้ง กราบหลวงพ่อก็เหมือนกราบที่แทบเท้าท่าน กราบได้แบบนี้แหละจึงจักเข้าถึงธรรมวิมุติ

          ๖. แม้จะจับอานาปา เอาตาจ้องภาพหรือรูป เอาจิตน้อมเข้าไปกราบท่านแทบพระบาทก็ย่อมทำได้ และพวกได้มโนมยิทธิ ก็เอาของจริง คือ เอาอาทิสสมานกายไปกราบท่าน คือ เอาจิตถึงจิต กราบแบบนี้ยิ่งมั่นใจ แต่ความจริงแล้ว ทุกคนที่เอาจิตน้อมไปกราบพระแทบพระบาทด้วยความเคารพ โดยไม่สงสัย แม้จะไม่เห็นภาพก็มีผลเท่ากัน

          ๗. อย่าลืมกำหนดจิต กราบผ่านสิ่งสมมุติถึงธรรมวิมุติ เพราะธรรมหรือกรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ ขอจงอย่าสงสัยในธรรมที่ตนเองปฏิบัติเท่านั้น

          หลังจากนั้น สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาสอนต่อ มีความสำคัญดังนี้

เรื่อง ธรรมสมมุติ กับ ธรรมวิมุติ

          ๑. ธรรมสมมุติกับธรรมวิมุติ หากจักพูดกับผู้ใด ขอจงทำความเข้าใจในสภาพอารมณ์ของบุคคลผู้นั้นก่อน หากเขายังไม่เข้าใจธรรมสมมุติ ก็จักพูดเรื่องธรรมวิมุติไม่ได้ เพราะสภาพจิตของเขายังติดอยู่ในธรรมสมมุติมาก เขาเห็นเป็นของเที่ยง แต่พวกเจ้าบอกว่าไม่เที่ยง จุดนี้ระมัดระวังเอาไว้ให้ดี ๆ สภาวะธรรมย่อมครอบงำบุคคลที่หลงติดอยู่ในสภาวะนั้นๆ

          ๒. พวกเจ้าเองก็ใช่จักหลุดพ้น กาลนี้ก็เพียงแต่เข้าใจในธรรมสมมุตินั้น ๆ แต่ยังไม่หลุดพ้นอย่างจริงจัง ดังตัวอย่างที่พวกเจ้ายังติดอยู่ในขันธโลกของตนเอง และของท่านฤๅษี เพราะตราบใดที่เรายังติดขันธ์ ๕ ของเราอยู่เพียงใด ก็ย่อมยังติดขันธ์ ๕ ของผู้อื่นอยู่เพียงนั้น และผู้ที่ไม่ติดขันธ์ ๕ ทั้งของตนเองและผู้อื่นจริง ๆ ก็คือพระอรหันต์ จึงเท่ากับพวกเจ้ายังติดอยู่ในธรรมสมมุตินั่นเอง

          ๓. อารมณ์ คือ ครูทดสอบจิตถึงเรื่องนี้ได้อย่างดีที่สุด หากขณะใดจิตของพวกเจ้าเข้าถึงธรรมวิมุติ อารมณ์ในขณะนั้นจักต้องว่างจากกิเลส คือ ปราศจากอารมณ์หลง อารมณ์ราคะและปฏิฆะ จึงจักเรียกว่าหลุดพ้นจากธรรมสมมุติได้

          ๔. เพราะฉะนั้น หมั่นตรวจสอบอารมณ์ไว้ให้ดีๆ และจะพูด จะทำอะไรให้คิดถึงผลเสีย ที่จักเป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนอารมณ์ของตนเองและบุคคลอื่นด้วย ธรรมส่วนใดหากจิตมีบารมีเข้าไม่ถึง พูดไปให้เขาคิดหรือคิดเองก็ดี จักหลงเข้าใจผิดในธรรมนั้นๆ อารมณ์มิจฉาทิฏฐิก็จักครอบงำได้ง่าย ๆ อย่าทำตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน ด้วยการพูดการคิดในธรรมที่ยังเข้าไม่ถึงนั้น ๆ

          ๕. ดูตัวอย่างที่องค์สมเด็จปัจจุบัน ทรงตรัสถามบรรดาพระอริยสาวกถึงบารมีธรรม ในสมัยเสด็จลงจากสวรรค์ดาวดึงสเทวโลกให้ดีๆ นั่นคือการตรัสยืนยันเกี่ยวกับขั้นตอนทางธรรมอันที่ประจักษ์ได้แน่ชัดว่า ผู้มีบารมีธรรมต่างกันจักรู้แจ้งในธรรมที่สูงกว่ามิได้เลย

          ๖. เมื่อเข้าใจตามนี้ ก็จงอย่านำโทษปรามาสพระรัตนตรัยให้เกิดแก่ตนเอง และอย่าให้เกิดแก่บุคคลผู้อื่นด้วย

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่